การเงินเพื่อชีวิต 2

ความสำคัญของเงิน เงินคือสิ่งที่คนในสังคมได้สมมติขึ้น เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

 เงินคือสิ่งที่คนในสังคมได้สมมติขึ้น เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความสำคัญของเงิน ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบใด ย่อมต้องอาศํยเงินเป็นประการสำคัญ เพราะเงินช่วยอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยน การผลิต และการจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม  ความสำคัญในด้านการแลกเปลี่ยนและการอุปโภคบริโภค เนื่องจากเงินเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับว่าเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในสังคม เงินจึงเป็นสิ่งกระตุ้นให้สินค้าจากแหล่งผลิตไปสู่มือผู้บริโภคได้รวดเร็วยิ่งขึึ้น เพราะตามปกติผู้บริโภคจะได้รบผลตอบแทนจาการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เป็นเงินตราในรูปของค่าจ้าง ค่าเช่า ดอกเบี้ย และกำไร ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคได้ใช้จ่ายเงินรายได้ไปแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการมาบำบัดความต้องการได้กว้างขวางกว่าการแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งของต่อสิ่งของ ในระบบที่ใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนจะช่วยให้ระบบการแลกเปลี่ยนสม่ำเสมอ ชุมชนและสังคมมีมาตรฐานในการครองชีพสูงขึ้น เพราะช่วยให้มีการผลิตสินค้าสู่มือผู้บริโภคสูงขึ้น

 ความสำคัญในสังคม  ผู้ใดที่ปรารถนาจะได้มาซึ่งทรัพย์สิน  ความมั่นคง  ความบันเทิง  จะมีฐานะ  หรือแม้แต่จะแสวงหาอำนาจก็ตาม ก็ต้องอาศัยเงินเป็นประการสำคัญ เพราะเงินสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการได้ทุกชนิด เงินตราจะเป็นหลักประกันท่มั่นคงในระบบการแลกเปลี่ยน แต่ละคนจึงเลือกงานแต่เฉพาะที่ตนเองมีความชำนาญ เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินตราไปใช้จ่าย การแบ่งงานกันทำ เช่นนี้เป็นลักษณะของสังคมยุคปจจุบัน ซึ่งก่อให้เกิดการผลิตการค้า และความเป็นอยู่ของสังคมดีขึ้นความสำคัญในระบบเศรษฐกิจ  เงินมีความสำคัญในระบบเศราฐกิจทุกระบบ ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจท่เอกชนทุกคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เขามีอยู่  และมีเสรีภาพที่จะเลือกประกอบอาชีพอะไรก็ได้  การผลิตเป็นเรื่องของเอกชนท่่จะดำเนินการได้โดยเสรี ในระบบเศรษฐกิจแบบนี้เงินม่ความสำคัญมาก การใช้เงินจะทำให้ระบบเศรษฐกิจและตลาดขยายตัวออกไป สำหรับระบบสังคมนิยมและระบบคอมมิวนิสต์นั้นเงินมีความสำคัญเช่นเดียวกัน การจ่ายค่าจ้างแรงงานในระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ก็จ่ายเงินและประชาชนก็เอกาเงินไปซื้อสินค้าและบริการเช่นเดียวกันกับระบบเศรษฐกิจแบบนายทุุน จะต่างกันตรงที่รัฐบาลของประเทศคอมมิวนิสต์ก็จะเป็นผู้ตั้งราคาสินค้าและบริการเองเท่านั้น

หลักการบริหารการเงินเพื่อความมั่นคงในชีวิต

เงินเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต เงินที่ได้มาหากไม่รู้จักบริหารก็นำไปสู่วิกฤติทางการเงินได้ การบริหารหรือวางแผนการเงินนั้น มีหลักง่าย ๆ ที่หลายคนก็ใช้หลักการดังกล่าวในการบริหารเงินของตนเอง วันนี้เรามาดูหลักการง่าย ๆ ในการบริหารการเงินให้เกิดความมั่นคงในชีวิตและความมั่นคงในจิตใจกัน

1.คงเหลือไว้แต่ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเท่านั้น ค่าใช้จ่ายเป็นตัวการที่ทำให้เงินลดลง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นหากไม่คิดตัดออก ก็อาจสร้างปัญหาในภายหลังได้ เพราะค่าใช้จ่ายที่สะสมมากขึ้นทุกวันนั่นหมายถึงเงินที่เราจ่ายออกทุกวัน ข้อควรทำคือให้เราทำการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกให้หมดให้เหลือใช้จ่ายแต่สิ่งที่จำเป็นเท่านั้น เพียงเท่านี้ชีวิตของคุณจะเบาขึ้นเยอะเลยทีเดียว

2.หาทางเพิ่มรายได้ตามกำลังที่มีอยู่ เมื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นแล้ว หนทางหนึ่งที่จะทำให้เรารู้สึกมั่นคงได้ นั่นก็คือการหาทางเพิ่มรายได้หรือรายรับในทุกวิถีทางเท่าที่ทำได้ตามความเหมาะสม เพราะถ้าคิดหารายได้จนเกินตัวเกินกำลังมากเกินไปจนร่างกายทรุดไม่มีเวลาพักผ่อนก็ไม่คุ้มเช่นกัน การหารายได้เพิ่มเป็นหนทางที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้แต่ต้องดูความเหมาะสมกับเวลาและกำลังของร่างกายด้วย

3.บริหารรายได้ด้วยการออมเงิน เมื่อมีรายได้มีเงินเข้ามา เราจะต้องบริหารเงินรายได้ในส่วนนี้เพื่อเพิ่มความมั่นคงและความมั่นใจว่าจะมีเงินสำรองไว้ใช้อย่างแน่นอน หลายคนเรียกว่า เงินออม ซึ่งเงินออมมีความสำคัญที่ทุกคนจะละเลยไม่ใส่ใจไม่ได้ เพราะหากคุณไม่มีเงินออมเลย ยามเกิดความเดือดร้อนก็สามารถนำเงินออมมาบรรเทาได้ หรือถ้าไม่มีเหตุไม่คาดฝันใด ๆ คุณสามารถนำเงินออมไปลงทุนให้การเงินงอกเงยขึ้นมาได้ โดยคุณอาจกันเงินไว้ 10% ของรายได้ทุกครั้ง เป็นเงินออมแล้วนำเงินไปฝากธนาคารเก็บไว้ เมื่อคุณมีวินัย คุณจะเห็นว่าเงินออมค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

4.เตรียมตัวให้พร้อมในเรื่องของการเสียภาษี ทุกคนที่มีรายได้ก็ต้องมีหน้าที่ในการเสียภาษีด้วย ดังนั้น คุณก็ต้องมีการวางแผนในการลดหย่อนภาษีให้ครบถ้วน โดยต้องเก็บรายละเอียดของตัวเองให้เป็น เช่น ต้องรู้ว่าตัวเองมีรายได้จากอะไรบ้างและเป็นจำนวนเงินเท่าไร มีค่าใช้จ่ายและมีสิทธิ์หักค่าลดหย่อนอะไรได้บ้าง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณเองและต่อประเทศชาติที่คุณมีส่วนในการพัฒนาประเทศด้วยการเสียภาษีอากรอย่างถูกต้องครบถ้วน

5.ตรวจสอบการส่งเงินสมทบผู้ประกันตนและนายจ้างให้ครบถ้วน หากคุณเป็นมนุษย์เงินเดือน แน่นอนว่าจะมีเรื่องของการนำส่งเงินประกันสังคม และเงินสมทบประกันสังคมจากนายจ้างเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงควรตรวจสอบจากนายจ้างด้วยว่ามีการส่งเงินสมทบทุกเดือนอย่างครบถ้วนหรือไม่ เพราะเงินประกันสังคมก็ถือเป็นการออมเพื่อลดหย่อนภาษี นอกจากนี้คุณยังได้รับสิทธิประโยชน์ที่ดีจากภาครัฐอีกด้วย

6.เพิ่มเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเต็มอัตรา โดยทั่วไปแล้วในแต่ละองค์กรจะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในอัตราขั้นต่ำให้สมทบ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีแต่ถ้าหากเราขอเพิ่มกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เต็มขั้นไปเลย ผลที่ได้รับเมื่อคุณเกษียณ คุณจะได้เงินก้อนโต จนคุณเองก็ยังอดแปลกใจไม่ได้เลยเชียวล่ะ

7.มองหาการซื้อ LTF หากคุณคิดเรื่องการลดหย่อนภาษี การซื้อ LTF นับเป็นหนทางที่ดีหนทางหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องวางแผนกันหน่อย เพราะ LTF จะหมดอายุภายในปี 2559 นี้ คำแนะนำคือหากใครมีรายได้ที่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี LTF จะเป็นอีกทางเลือกเพื่อลดหย่อนภาษีที่ดีทีเดียว

8.RMF เงินออมเพื่อการเกษียณ หลายคนเมินกับ RMF เพราะคิดว่าเป็นเงินออมเพื่อการเกษียณ แต่แท้จริงแล้ว RMF เป็นการฝึกวินัยการออมเป็นอย่างดี นอกจากนี้คุณยังสามารถสับเปลี่ยนเพื่อทำกำไรระหว่างกองทุนได้อีกด้วย นับว่าเป็นการเพิ่มผลตอบแทนแบบทวีคูณ แต่ก็ต้องระวังคำเตือนที่ว่าการลงทุนมีความเสี่ยงด้วย เพราะจากทวีคูณอาจกลายเป็นศูนย์ก็เป็นได้

9.ทำประกันชีวิต ประกันชีวิตได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อชีวิต เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ดีที่สุด หากเกิดอะไรขึ้นกับคุณ จะได้ไม่เป็นภาระของคนข้างหลัง และคุณยังมีความอุ่นใจว่าครอบครัวจะไม่เดือดร้อนหากคุณถึงแก่ชีวิต นอกจากนี้การทำประกันชีวิตในบางประเภทสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ลองศึกษาข้อมูลการทำประกันชีวิตของแต่ละบริษัทดูแล้วทำการเลือกประกันชีวิตที่เหมาะสมกับคุณที่สุด เพียงเท่านี้คุณก็จะได้รับสิทธิ์จากการเอาประกันแล้วล่ะ

10.ตรวจสอบแผนการเงินอยู่เสมอ แผนการเงินอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป คุณควรหมั่นตรวจสอบ อัพเดท แผนการเงินของคุณอยู่เสมอ และทำการเปลี่ยนแปลงการลงทุนต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์อยู่เสมอ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่คุณตั้งไว้

จะเห็นได้ว่ามีวิธีการมากมายในการบริหารการเงินเพื่อให้ชีวิตมั่นคงขึ้น หากคุณนำหลักการดังกล่าวข้างต้นไปใช้ก็เชื่อว่าจะทำให้การเงินของคุณมั่นคงและความรู้สึกในจิตใจจะมั่นคงตามไปด้วย เพราะคุณได้วางแผนและบริหารการเงินในทุกระบบอย่างตั้งใจและลงตัวด้วยความมีวินัย นอกจากนี้คุณควรหมั่นหาความรู้เรื่องการวางแผนหรือการบริหารการเงินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ชีวิตก้าวไปข้างหน้าอย่างไร้กังวล ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตนและครอบครัวที่จะพบกับความสุขความสำเร็จจากการบริหารการเงินอย่างแท้จริง

บริหารการเงิน…เพื่อชีวิตที่พอเพียง หลักการใช้ชีวิตแบบพอเพียงที่ทำได้ง่ายๆ

คือการรู้จักบริหารการเงินของตัวเอง มีน้อย ใช้น้อย และรู้จักพออีกทั้งต้องรู้จักมีวินัยในการใช้จ่ายเพื่อชีวิตและอนาคตอันมั่นคง

เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย การเพิ่มรายได้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การลงทุนทำมาค้าขาย หาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ โดยอาจต้องลงทั้งทุน ลงทั้งแรง หรือศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อเป้าหมายในการเพิ่ม เงินเดือน หรือหาโอกาสก้าวหน้าขึ้นในอนาคต โดยรายได้ในแต่ละเดือนของครอบครัว ควรจัดสรรใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เช่น ค่าที่อยู่อาศัย ไม่ควรให้มีการผ่อนชำระเกิน 30% ของรายได้ครอบครัว หรือถ้าจะก่อหนี้เงินกู้เพื่อซื้อรถยนต์ ก็ไม่ควรให้มีภาระการผ่อนชำระเกิน 15% ของรายได้ครอบครัว นอกจากนั้น ค่าอาหารแบ่งใช้ไป 25% ค่าเนื้อผ้าและค่าเดินทาง 10% ค่าสาธารณูปโภค 5% ค่ารักษาพยาบาล 5% และที่สำคัญอย่าลืมเก็บเงินออมหรือเงินทุน 5-10% ของรายได้ต่อครอบครัว

 ฉลาดซื้อ ฉลาดใช้ การลดรายจ่าย คือการฉลาดใช้สิ่งของต่างๆ รอบตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด และต้องฉลาดซื้อด้วยเลือกซื้อแต่สินค้าที่คุ้มค่าคุ้มประโยชน์ และฉลาดใช้ด้วยการรักษาสิ่งของต่างๆ ให้คงอยู่ในสภาพที่เหมาะกับการใช้งานได้นานๆ รวมถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายจำพวก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ที่สำคัญคือการฉลาดใช้ชีวิต ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง สมบูรณ์ เพราะการเจ็บป่วย ย่อมนำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

วางแผนเกษียณอายุ เพราะเราไม่ได้มีแรงทำงานไปตลอดชีวิต เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ต้องหยุดทำงาน ดังนั้น การวางแผนการเงินในช่วงเกษียณอายุการทำงานจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การหาระยะเวลาแห่งช่วงชีวิต ปัจจุบันนี้มนุษย์มีอายุเฉลี่ยอยู่ได้ถึง 72-75 ปี และด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ปัจจุบัน ทำให้มนุษย์มีอายุนานขึ้น ซึ่งอาจบวกเพิ่มได้ถึง 20 ปีจากค่าเฉลี่ยนั้น สิ่งที่ควรคำนึงในการเก็บเงินเพื่ออายุช่วงเกษียณคือระดับเงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มหรือคาดว่าน่าจะเป็นไปในช่วงเวลาของการเกษียณอายุ ซึ่งอาจทำให้เงินออมที่คุณหามาด้วยความยากลำบากในแต่ละปี ด้อยค่าลงอย่างช่วยไม่ได้ดังนั้นเราต้องการเงินประมาณ 70-75% ของรายได้ก่อนการเกษียณอายุ เพื่อเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายยามเกษียณอายุ โดยเฉพาะ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพที่จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเราแก่ตัวลง โดยจำนวนเงินนี้อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวิถีหรือไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน

บันทึกค่าใช้จ่าย เคยคิดบ้างไหม ว่าทำไมเงินที่หามาทั้งเดือนหมดไปอย่างรวดเร็ว สาเหตุก็คือ เพราะเราขาดความยับยั้งชั่งใจใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ขาดการวางแผนการใช้เงินที่ดี มารู้ตัวอีกทีก็ไม่มีจะจ่ายแล้ว…หากอยากปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายให้รัดกุมกว่าเดิม วิธีง่ายที่สุดคือต้องบันทึกค่าใช้จ่ายทุกบาท ทุกสตางค์ ที่จ่ายออกไปในแต่ละวัน หมั่นสร้างหลักฐานเตือนตัวเองให้เห็นว่าในแต่ละเดือนมีค่าใช่จ่ายอะไรบ้างที่จำเป็น และไม่จำเป็น เพื่อจะได้รู้ว่าค่าใช้จ่ายสิ่งไหนควรตัดทิ้งไปในเดือนต่อไป

บริหารเงินออม สุดท้ายเมื่อคุณสามารถบริหารรายได้ และค่าใช้จ่ายของคุณอย่างรัดกุมแล้ว เงินส่วนที่คุณเก็บได้คือเงินออม โดยอาจนำไปฝากธนาคาร ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต หรือนำไปลงทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากว่าเงินเฟ้อที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรือจะเพิ่มขึ้นในอนาคต นำเงินไปฝากธนาคาร คงเป็นวิธีบริหารเงินออมที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งผู้ออมจะได้รับดอกเบี้ยจากการฝากเงิน จำนวนดอกเบี้ยที่ได้รับก็ขึ้นอยู่กับประเภทของการฝาก เช่น เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ หรือเงินฝากกระแสรายวัน ผู้ออมควรเลือกประเภทเงินฝากให้เหมาะกับตัวเอง หากต้องการใช้เงินบ่อยครั้งต่อวัน ก็เลือกฝากเงินแบบออมทรัพย์ ซึ่งสามารถฝาก-ถอน ได้หลายครั้งต่อวัน ธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยรายวัน แต่กรณีที่ต้องการดอกเบี้ยมากกว่าการฝากแบบออมทรัพย์ ผู้ออมสามารถเลือกฝากเงินแบบฝากประจำ ซึ่งมีระยะเวลาในการฝากต่างกัน เช่น 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน หรือฝากประจำรายเดือนยกเว้นภาษี แต่หากต้องการใช้เช็คในการสั่งจ่าย ก็สามารถใช้บริการแบบเงินฝากกระแสรายวัน

5 สิ่งดี ๆ เพื่อการวางแผนการเงินเพื่อชีวิตแบบดี๊ดี

การลงทุนเป็นเรื่องที่ดีก็จริงอยู่แต่การลงทุนนั้นก็เต็มไปด้วยความเสี่ยงมากมายที่คุณอาจได้รับ เรื่องของความผันผวนจากการลงทุนสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่มีใครสามารถรู้ล่วงหน้าได้ ดังนั้นในการลงทุนใดก็แล้วแต่ จงอย่าลงทุนแบบเททีเดียวหมดหน้าตัก เพราะ การทำแบบนั้นหากเมื่อใดก็ตามที่คุณต้องพบเจอกับคำว่า “ผิดพลาด”นั่นอาจหมายถึงการล้มละลายได้เลย งานนี้คุณอาจต้องหมดตัวเอาง่ายๆ เพียงเพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดของ ตัวคุณเองในการลงทุนนั้นทางที่ดีที่สุดที่คุณควรทำ ก็คือ พยายามอย่าลงทุนด้านเดียวเป็นอันขาด ควรเลือกที่จะลงทุนโดยการนำเอาความโดดเด่นของทรัพย์สินแต่ละประเภทออกมามาใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อเป็นการช่วยตอบโจทย์เกี่ยวกับเป้าหมายทางการเงิน (ไม่ว่าจะเป็นในระยะยาวหรือระยะสั้น) ให้ตรงประเด็นมากที่สุดสำหรับเรื่องการวางแผนการเงินของแต่ละบุคคลนั้นจะประกอบไปด้วย 5 ส่วนประกอบ อันได้แก่

การวางแผนเพื่อการลงทุน ส่วนนี้จะเป็นการสร้างมูลค่าเงินในการลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายโดยต้องอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนนั้นสามารถยอมรับได้ เพราะการลงทุนก็มีข้อดีและข้อเสีย คือคุณอาจจะได้เงินพอกพูนขึ้นมาในเวลาสั้นๆ หรืออาจจะขาดทุนจนล้มละลายในเวลาสั้นๆ ได้เหมือนกัน ดังนั้นหากคิดจะลงทุน ก็ต้องวางแผนให้ดี และเตรียมรับมือกับความเสี่ยงไว้ด้วยเสมอ

การวางแผนเพื่อการทำประกันชีวิต ส่วนนี้เป็นการวางแผนเพื่อการป้องกันเกี่ยวกับความเสี่ยงต่าง ๆ
ที่อาจเกิดขึ้นและอาจส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินและชีวิตของตัวผู้ทำประกัน

การวางแผนสำหรับวัยเกษียณ ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ดำเนินการเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในยามที่เราต้องก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ เป็นการช่วยให้ชีวิตของเราในยามเกษียณเป็นไปได้ด้วยดีและไม่ลำบาก

การวางแผนเรื่องภาษี ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ดำเนินการเพื่อการบริหารจัดการภาษีให้เป็นไปอย่างถูกต้อง (ในด้านของกฎหมาย) และเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวคุณเองอย่างเหมาะสมและถูกต้อง นอกจากนี้ก็มีการลดหย่อนภาษีได้อีกด้วยนะ ขึ้นอยู่กับว่าจะลดหย่อนด้วยวิธีไหนนั่นเอง

การวางแผนด้านมรดกต่าง ๆ ส่วนนี้จะเป็นการเตรียมการเพื่อการส่งต่อทรัพย์สินของตัวผู้ทำประกันไปยังบุคคลที่ผู้ประกันนั้นมอบหมายให้เป็นทายาทสืบทอดมรดกต่อไป (เพื่อให้เป็นไปตามที่ตัวผู้ทำประกันต้องการมากที่สุดเท่าที่จะทำได้)

ในปัจจุบันการลงทุน แบบการฝากเงินประจำควบคู่ไปกับการทำประกันชีวิตนั้นกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เรียกว่า กระแสกำลังมาเลยทีเดียว เพราะ การทำสองอย่างพร้อมกันนั้นเป็นการนำไปสู่การได้รับผลประโยชน์มากมายถึง 5 แบบตามมา เรียกว่ามีแต่คุ้มกับคุ้ม

รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่เลือกเอาเฉพาะข้อดี ข้อเด่นของการฝากเงินแบบการฝากประจำ (รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่มีผลตอบแทนที่อยู่ในช่วงระยะสั้น) และการทำประกันชีวิต (รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่มีจะเน้นไปในด้านของการคุ้มครองชีวิตของผู้ทำประกัน) มาใช้ร่วมกัน โดยมีสิทธิประโยชน์ที่ผู้ทำจะได้รับ

หน้าที่และความสำคัญของเงิน

เงิน หมายถึง สิ่งที่ผู้คนในสังคมได้สมมุติขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ดังนั้นเงินจึงเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดการผลิตและช่วยขับเคลื่อนสินค้าจากแหล่งผลิตไปยังผู้บริโภค และเงินยังสามารถทำหน้าที่ซึ่งมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ 4 ประการ ได้แก่

  1. ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน อำนวยความสะดวกให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้าและ บริการกันภายในสังคม และทำให้มีการขยายตัวในการซื้อขายซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
  2. เป็นมาตรฐานในการใช้วัดมูลค่า หรือใช้เป็นเครื่องมือวัดมูลค่าของสิ่งของและบริการต่างๆ โดย การเทียบค่าสิ่งของและงานบริการออกมาเป็นหน่วยเงินตรา ตัวอย่างเช่น แอปเปิลผลละ 10 บาท เนื้อหมู กก.ละ 120 บาท ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท เป็นต้น
  3. เป็นมาตรฐานการชำระหนี้ภายหน้า เช่น สามารถใช้เงินชำระหนี้สินที่มีต่อกัน ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกหนี้และเจ้าหนี้
  4. เป็นเครื่องรักษามูลค่า เนื่องจากเงินเป็นสินทรัพย์รูปแบบหนึ่งที่มีสภาพคล่อง และคนส่วนใหญ่ นิยมสะสมไว้เป็นสมบัติ สามารถนำออกมาใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการทุกชนิดได้ตามที่เราต้องการ แต่มีข้อด้อยอย่างหนึ่งคือ ไม่เกิดดอกผลให้กับเจ้าของทรัพย์ ซึ่งแตกต่างจากหุ้น และพันธบัตรที่สามารถเกิดดอกผลให้กับเจ้าของทรัพย์ได้

สรุป  เงินไม่เพียงสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการได้ทุกชนิดเท่านั้น แต่เงินยังเป็นทรัพย์ที่มีมูลค่าทำให้ผู้ที่ปรารถนาที่จะได้มาซึ่งทรัพย์สิน ความมั่นคงทางการเงิน และมีฐานะเป็นที่ยอมรับในสังคมหรือต้องการแสวงหาอำนาจ ใช้เงินแสวงหาสิ่งต่างๆเหล่านี้ให้กับตนเอง นอกจากนั้นเงินยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นการผลิตสินค้าและบริการ เพื่อสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค และทำให้เกิดการพัฒนาในทุกๆด้าน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *